วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อพม่า ... เปิดประเทศ

   บทความโดย บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ



ผู้เขียนเพิ่งกลับจากการไปประชุมประจำเดือนที่ประเทศพม่า เห็นบ้านเมืองเขาแล้วให้รู้สึกตื่นเต้นจนต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง วันแรกมีการสัมมนาที่โรงแรมปาร์ครอยัล (Park Royal Hotel) กลางกรุงย่างกุ้ง พบผู้คนขวักไขว่เต็มล็อบบี้ ดูหนาตาผิดสังเกต ตกบ่ายไปทานข้าวกันที่คอฟฟี่ช็อปชื่อ 365 คุณจุรีเจ้าของร้าน (คนไทย) บอกว่า คณะรัฐมนตรีต่างประเทศของนอร์เวย์เพิ่งให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเสร็จไปเมื่อสักครู่ บนโต๊ะตัวที่คณะของผู้เขียนเข้าไปนั่งนั้น ... ครั้นเย็นเข้าเช็กอินที่โรงแรมพักประจำชื่อ สิโดนา (Sedona Hotel) ก็ให้แปลกใจเมื่อได้เห็นแขกของโรงแรมล้นหลามอีกเช่นกัน

วันนี้ ... ไม่ว่าใครก็ไปพม่า บนเครื่องการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 303 กรุงเทพฯ - ย่างกุ้ง ผู้โดยสารทางขวามือของผู้เขียนเป็นญี่ปุ่น อ่านหนังสือเป็นตัวคันจิเต็มหน้าปก มีวงเล็บภาษาอังกฤษสีแดงว่า Myanmar (Burma) ส่วนทางซ้ายมือเป็นฝรั่งผมทองถือหนังสือแล่มหนาพิมพ์ที่ปกว่า Myanmar (Burma) ด้วยเช่นกัน เที่ยวบินอัดแน่นไปด้วยผู้โดยสาร ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่นักท่องเที่ยวก็จะเป็นนักลงทุนที่กำลังหลั่งไหลเข้าไปพัฒนาธุรกิจในประเทศพม่า

ห้องพักทั่วประเทศวันนี้ มีทั้งสิ้นประมาณ 20,000 ห้อง การจองโรงแรมทำได้ยากมาก รัฐบาลพม่าตั้งเป้าสร้างเพิ่มไว้ที่ 100,000 ห้อง ภายใน 2 ปี ซึ่งก็มีอุปสรรคค่าที่ปูนซีเมนต์จากประเทศไทยขาดแคลน อันเนื่องมาจากการซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ปีเศษหลังการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2553 พม่ามีพัฒนาการอันรวดเร็วยิ่งในด้านภาพลักษณ์และการยอมรับจากนานาชาติทั่วโลก รัฐบาลย่างกุ้งภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็งเส่ง (U Thein Sein) ได้เปิดประเทศด้วยมาตรการผ่อนปรนในหลายด้าน นับแต่การออกวีซ่าที่เปิดกว้างกว่าเดิมเป็นอันมาก การให้เกียรติท่านออง ซาน ซูจี (Daw Aung San Suu Kyi) ด้วยการเชื้อเชิญเข้าเยี่ยมรัฐสภา อนุญาตให้ได้พบปะกับผู้นำชาติตะวันตก อย่างนางฮิลลารี คลินตัน รับรองพรรค NLD จนซูจีเองได้ประกาศที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม (By - Elections) อันจะมีขึ้นในเดือนเมษายนนี้ ฯลฯ

ประธานาธิบดีเต็งเส่ง เป็นนักคิดและนักวางแผนที่ฉลาดลึกซึ้ง มีบุคลิกนุ่มนวลประนีประนอมไม่ก้าวร้าว ไม่นิยมความรุนแรงหรือหักด้ามพร้าด้วยเข่า ช่วงที่มีการจัดโผประธานาธิบดีนั้นท่านเป็น "คนเดียวในโผ"ที่ประกาศว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ แต่เพราะคุณสมบัติอันเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ผลจึงออกที่สุภาพบุรุษผู้ได้ชื่อว่าไม่มี "personal agenda" ใดๆ เลยท่านนี้


ท่านเต็งเส่ง เมื่อเป็นผู้นำด้านบริหารก็ได้ "คู่หู" ที่เข้าขากันคือ ประธานรัฐสภานามว่า ธูร่า ฉ่วย มานน์ (Thura U Shwe Mann)ซึ่งก็ได้ผลักดันด้านกฎหมายให้สอดประสานกันกับนโยบายของรัฐบาล จนโดนใจประชาชนในหลายด้าน อาทิ การให้ "สื่อ"ได้รับเสรีภาพมากขึ้น ประชาชนสามารถชุมนุมทางการเมืองได้ (ซึ่งในอดีตยุคสลอร์ค หรือ SPDCนั้นห้ามเด็ดขาด) ฯลฯ

งานชิ้นโบแดงของประธานาธิบดีเต็งเส่งนั้น นอกจากนโยบายปรองดองกับชนกลุ่มน้อย (armed ethnic groups) ทั้งหลายด้วยการสั่งถอนทหารออกจากแนวรบทุกแนวที่แต่เดิมตรึงกำลังไว้อย่างเข้มข้นแล้วนั้น ก็คือการทยอยปล่อยตัวนักโทษการเมืองอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะรายล่าสุดคือ อดีตนายกรัฐมนตรี ขิ่น ยุ้นต์ (U Khin Nyunt) ที่ถูกกักบริเวณภายในบ้านมาตั้งแต่การกวาดล้างใหญ่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2547 อูขิ่น ยุ้นต์ ได้รับการปล่อยตัวเมื่อ วันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ The Myanmar Times (ฉบับ 23-29 มกราคม 2555) ไว้ตอนหนึ่งว่า ...

"I was quite astonished when I was freed. I thought some of my followers would probably be released but not me. I am quite surprised and glad. I am also grateful to President U Thein Sein for doing that which I did not expect."

นโยบายปรองดองของท่านเต็งเส่ง ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดีจากท่านผู้หญิงออง ซาน ซูจี กระทั่งตัดสินใจสมัครลงรับเลือกตั้งซ่อมในเวลาอันใกล้นี้ จัดเป็นตัวอย่างที่น่าจะใช้เป็น "บทเรียน"ให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ซึ่งชนกลุ่มน้อยก็ไม่มีกับเขา อะไรก็พร้อมมูลไปหมด แต่เล่นการเมืองกันแบบไม่เผาผี ทุกฝ่ายจึงยัง "งม" หาหนทางสมานสามัคคีกันไม่เจออยู่จนเพ-ลานี้ !

พลันที่มีการนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ซึ่งรวมทั้งท่านขิ่น ยุ้นต์ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระดับเอกอัครราชทูตกับพม่าในทันที ขณะที่อียูก็ได้ประกาศเมื่อวันที่ 23 มกราคม ว่าจะยกเลิกการแซงก์ชั่นประเทศพม่าภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

พม่าจะเป็นเจ้าภาพซีเกมส์(SEAGames)ในปี พ.ศ.2556และ คั่วตำแหน่งประธานอาเซียนในปี พ.ศ. 2557  การผ่าตัดประเทศอย่างขนานใหญ่ในช่วงนี้จึงเป็นมาตรการ "ชิงลงมือก่อน -First Mover"? ก่อนที่อาเซียนจะเปิดเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีในปี พ.ศ.2558 (ค.ศ.2015)

การเคลื่อนไหวอย่างหมดจดงดงามดังที่ได้จาระไนมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงมันสมองอันชาญฉลาดของประเทศเพื่อนบ้านด้านทิศตะวันตก ที่พวกเราจะปรามาสไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ... !


วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 14:50:17




วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

“หยุดกระพือข่าวให้เป็นเรื่องเชื้อชาติ” ผู้ถูกทำร้ายในร้านKFCกล่าว



KUALA LUMPUR, 9 ก.พ. วิดีโอคลิปพนักงานร้าน KFC รุมทำร้ายร่างกายลูกค้าแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วในโลกอินเทอร์เน็ต ทำให้ชายในภาพต้องออกมาเตือนสังคมไม่ให้โหมกระพือข่าวจนทำให้เหตุนี้กลายเป็นข้อบาดหมางระหว่างเชื้อชาติ

ผมเสียใจที่ความรู้สึกเรื่องปัญหาทางเชื้อชาติแพร่กระจายเป็นวงกว้างในโลกอินเทอร์เน็ตและขอให้ชาวเน็ตหยุดเรื่องไร้สาระนี้เสียเพราะคนที่เอาเรื่องไปโพสท์ก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

สส.จากเซอแกมบัท นายลิม ลิป เอ็ง (Segambut MP Lim Lip Eng) กล่าวกับผู้สื่อข่าววันนี้ในการประชุมสื่อสารมวลชน ลิม กล่าวแทน อึ้ง ชี เฝย (Ng Chee Fei) ผู้ซึ่งเมื่อวันที่ ๖ กุมภาฯ โดนพนักงาน KFCรุมทำร้าย ได้มีผู้บันทึกวิดีโอเหตุการณ์นี้เอาไว้ และ อัพโหลดเข้าไปเผยแพร่ในเว้บไซท์ต่างๆในอินเทอร์เน็ต

นาย เอริค ตัน ทนายความของผู้ถูกทำร้าย กล่าวว่า พนักงานKFCให้นายอึ้งกับภรรยารอไก่ทอดอยู่ ๔๕ นาที ก่อนที่จะมาบอกว่าไก่หมด เมื่อนายอี้งต่อว่ากลับถูกพนักงานเจ้าอารมณ์ปรี่เข้ามาชกเข้าที่หน้า ทนายความกล่าว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก่อให้เกิดกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติของพนักงานKFCอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเน็ทเวอร์คอย่างเฟซบุ๊ก ขณะเดียวกันบางกระแสก็กล่าวโจมตีนายอึ้งที่กล่าวหาพนักงานเลยเถิดไปจนอาจกลายเป็นเรื่องบาดหมางทางเชื้อชาติ


http://www.youtube.com/watch?v=Rz5StzOUC_s&feature=player_embedded




  09-02-2012

นายหน้าจัดหาแรงงานถูกควบคุมตัวที่ชายแดนไทย


ตำรวจจังหวัดพระตะบองควบคุมตัวนายหน้าจัดหาแรงงาน ๔ คน และ แรงงานอพยพอีก ๕๑คน ซึ่งรวมถึงชนกลุ่มน้อยอีก๑๙คน ผู้ต้องหาเหล่านี้พยายามที่จะข้ามพรมแดนโดยผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศไทยเช้าวานนี้


วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เปิดสะพานข้ามแม่น้ำอิระวดี(สิงห์คำ)


    เช้าวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ รองประธานาธิบดี ดร.สาย หมอก คำ กล่าวสุนทรพจน์เปิดสะพาน อิระวดี(สิงห์คำ)เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ๖๕ปีของสหภาพ ณ ชายฝั่งใกล้หมู่บ้านสิงห์คำ เมืองบาโม รัฐคะฉิ่น ในคำสุนทรพจน์ รองประธานาธิบดีกล่าวว่า สะพานอิระวดี(สิงห์คำ)เป็นสะพานแห่งที่๑๑ที่สร้างข้ามแม่น้ำอิระวดี และชื่นชมที่สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นโดยใช้ช่างฝีมือท้องถิ่นของกระทรวงโยธาธิการ


แม่น้ำอิระวดีไหลจากเหนือลงใต้ เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำสายหลักของเมียนมาร์มาแต่โบราณกาล อย่างไรก็ตาม มันกลับกลายเป็นสิ่งกีดขวางสำคัญของความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก การสร้างสะพานจึงเป็นการทำลายอุปสรรคที่ขวางกั้นนั้นลง


สะพานซึ่งยาว ๓๒๑๕ ฟิตนี้ ยังประกอบด้วย ทางรถไฟ และ ถนนรถยนต์อีกด้วย จึงทำให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่นี้ซึ่งปกติใช้เส้นทางสัญจรทางน้ำเป็นหลัก พากันยินดีกับการคมนาคมที่ราบรื่นและรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง

ประเด็นเกี่ยวกับสะพานที่น่าสนใจคือโครงเหล็กของสะพานไม่ได้นำเข้ามาจากต่างประเทศ หากแต่ผลิตขึ้นโดยช่างเทคนิคชาวเมียนมาร์จากโรงงานของเมียนมาร์เองภายในประเทศ ความพยายามเหล่านี้สร้างความภาคภูมิใจให้เราว่า สะพานแห่งนี้ทั้งสะพานสร้างขึ้นด้วยผลิดผลภายในประเทศทั้งสิ้น

สะพานซึ่งเพิ่งเปิดใหม่นี้คือสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างหนึ่ง ซึ่งประเทศชาติกำลังต้องการ เพื่อการพัฒนาต่อไปในอนาคต การก่อสร้างสะพานจะกระชับสัมพันธภาพและมิตรภาพระหว่างพี่น้องร่วมชาติซึ่งเคยห่างเหินกันอันเนื่องมาจากการคมนาคมอันยากลำบาก ให้บังเกิดความสงบสุขและมั่นคง อันจะนำมาซึ่งความสามัคคีของคนในชาติ อย่างแน่นอน